
พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยพระองค์หนึ่ง เนื่องจากพระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานาประการแก่ประเทศไทยด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการเลิกทาส ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่เล่นการพนัน จนมีการซื้อขายทาส แม้กระทั่งขายบุตรของตน ทรงพัฒนาระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงพยาบาล ทรงจัดระเบียบการบริหารงานแผ่นดิน โดยเปลี่ยนจากจตุสดมภ์ มาเป็นกระทรวง และได้มีการสร้างการรถไฟ เป็นต้น
ทั้งนี้ การเสด็จฯ เยือนทวีปยุโรปของพระองค์ ในปี พ.ศ. 2440 ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการนำแบบอย่างความเจริญก้าวหน้าด้านต่างๆ มาพัฒนาประเทศสยามให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้มีการกำหนดวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่เสด็จสวรรคต เป็น “วันปิยมหาราช" อันแปลว่า “พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง"
การเสด็จเยือนประเทศสวีเดน เมื่อปี พ.ศ. 2440
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มการเสด็จฯ เยือนทวีปยุโรปด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2440
ทรงได้เสด็จฯ ยังทวีปยุโรปเพื่อทรงศึกษาเกี่ยวกับประเทศต่างๆ และทรงนำวิทยาการอันเป็นแบบอย่างความเจริญก้าวหน้าจากแต่ละประเทศมาพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ เมื่อพระเจ้าออสก้า ที่ 2 กษัตริย์แห่งประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ขณะนั้นได้ทรงทราบเกี่ยวกับการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้มิสเตอร์ เอกเซล ยอร์นสัน (Mr. Axel Johnson) กงศุลไทยประจำประทศสวีเดนและนอร์เวย์เดินทางไปยังกรุงเวียนนา ประเทศอิตาลี เพื่อเข้ากราบบังคมทูลเเชิญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยังประเทศสวีเดน เนื่องในวโรกาสที่พระเจ้าออสก้าที่ 2 ทรงเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการครองราชย์ ประกอบกับมีการจัดแสดงนิทรรศการด้านศิลปะและอุตสาหกรรมนานาชาติขึ้น ณ กรุงสตอกโฮล์ม ในงานมีการแสดงถึงพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น การฉายภาพยนตร์ การใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์ และการจัดแสดงรถยนต์ เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตัดสินพระทัยเสด็จเยือนกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ทรงเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งเป็นเรือสีขาวลำใหญ่ รูปทรงสง่างาม มีความยาว 90 เมตร และบรรทุกลูกเรือรวมถึงขบวนเสด็จประมาณ 300 คน ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศรัสเซีย เรือพระที่นั่งมหาจักรีเกิดชำรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินต่อโดยเรือพระที่นั่งของพระเจ้าซาร์ นิโคไลที่ 2 แห่งรัสเซีย ชื่อเรือโพลาร์ สตาร์ เพื่อเสด็จยังกรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงสต็อกโฮล์มประเทศสวีเดน วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 โดยการต้อนรับของพระเจ้าออสก้าที่ 2 แห่งสวีเดน
เมื่อเสด็จถึงกรุงสตอกโฮล์ม ราษฏรชาวสวีเดนทั้งบนบกและบนเรือได้ถวายการต้อนรับเสด็จอย่างเนืองแน่น ขบวนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์และกองดุริยางค์รวมทั้งขบวนทหารม้าและเดินเท้าตั้งแถวรอรับเสด็จเป็นจำนวนถึง 1,400 นาย บริเวณด้านหน้าพระมหาราชวังมีซุ้มเกียรติยศรับเสด็จ ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มุมทั้งสี่ประดับด้วยธงชาติสยามซึ่งสมัยนั้นเป็นรูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดง สะบัดพริ้วอย่างสง่างาม ครั้งนี้เองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของสวีเดนโดยมีการบันทึกภาพยนตร์ของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ยามที่ทั้งสองกษัตริย์เสด็จทักทายปราศรัยและประทับรถม้าพระที่นั่งร่วมกันสู่พระบรมมหาราชวัง กรุงสตอกโฮล์ม
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับที่พระราชวังกรุงสตอกโฮล์มได้ 2 วัน พระเจ้าออสก้าที่ 2 ทรงติดภารกิจต้องเสด็จไปยังนอร์เวย์ เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 900 ปี ของเมือง ทรอนเฮ็ม (Trondheim) หรือเมือง นิดารูส (Nidaros) ในปัจจุบัน
ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีทางเลือกในการเสด็จทางชลมารค 2 เส้นทาง โดยทางเลือกแรกเป็นเส้นทางไปยังภาคใต้ของประเทศสวีเดน คือเลียบคลองเยอตา (Gota) ไปยังเมือง เยอเทบอร์ย(Gothenburg) แล้วต่อไปยังเมือง ออสโล (Oslo) อีกเส้นทางหนึ่งคือการเสด็จขึ้นทางตอนเหนือของประเทศโดยเสด็จทางแม่น้ำโองเงอร์มาน (Angerman) แล้วเสด็จกลับทางแม่น้ำอินดอล (Indal River)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยเลือกเส้นทางไปยังตอนเหนือของประเทศ ซึ่งพระเจ้าออสก้าที่ 2 ทรงแนะนำให้เสด็จประพาสเส้นทางนี้ เนื่องจากได้เคยเสด็จประพาสเส้นทางสายนี้มาก่อน เมื่อปีพ.ศ. 2437 และทรงเห็นว่าเป็นเส้นทางที่มีทรรศนียภาพงดงามที่สุดในประเทศสวีเดน อีกทั้งตามริมแม่น้ำยังมีการทำอุตสาหกรรมป่าไม้อันเป็นสินค้าออกที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นที่น่าสนพระราชหฤทัยอย่างแน่นอนสำหรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยไม้เป็นสินค้าออกที่สำคัญของกรุงสยามเช่นกัน ดังนั้นจึงเริ่มเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งได้รับการซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ณ เมืองฮาร์เนอซานด์ (Harnosand) ประชาชนต่างเตรียมรับเสด็จ โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการทำความสะอาดและตกแต่งบ้านเมืองให้สวยงาม เหล่านักดนตรีต่างฝึกซ้อมเพื่อหวังจะได้แสดงความสามารถของตน ส่วนประชาชนทั่วไปต่างได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับการวางตัวให้ถูกต้องตามธรรมเนียม เมื่อเข้าเฝ้ารับเสด็จ ถึงแม้พระองค์มิได้เสด็จขึ้นฝั่ง แต่ก็ทรงเสด็จลงเรือลำเล็กเพื่อทอดพระเนตรสถานที่ใกล้เคียง เช่นโรงเลื่อยไม้ เป็นต้น และได้เสด็จประทับบรรทมบนเรือพระที่นั่งมหาจักรี หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยัง นีลานด์ (Nyland) โดยเสด็จจากเรือพระที่นั่งมหาจักรีสู่เรือกลไฟสะเตริมคาร์เลน (Stromkarlen) เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองซูลเลฟติโอ (Solleftea) และเสด็จประทับที่โรงแรมแอปเปิลแบรีย์ (Appleberg) วันต่อมา คือวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมคณะผู้ติดตามเสด็จโดยรถม้าพระที่นั่งแล้วเสด็จขึ้นรถไฟต่อไปยังเมืองบิสพ์กอร์เดนเป็นระยะทาง 45 กิโลเมตร
การเสด็จเยือนเมืองรากุนดา
ในขณะนั้น เมืองบิสพ์กอร์เดนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในเขตเทศบาลรากุนดา ซึ่งกำลังเจริญขี้นหลังจากได้มีเส้นทางรถไฟพาดผ่านเมื่อปี พ.ศ. 2428 (1885) ทั้งยังมีไร่นาเพียงประปรายและมีโรงแรมเพียงแห่งเดียวในเมืองเท่านั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพักเสวยกระยาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่เเมืองบิสพ์กอร์เดนแห่งนื้ซึ่งการแวะหยุดของพระองค์ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น และขบวนเสด็จได้เดินทางต่อด้วยรถม้า ไปยังท่าเรือเอ็สเซท (Esset) ที่หมู่บ้าน อุตาเนเด เพื่อเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือกลไฟ ต่อไปยังเมือง ซุนด์สวาล (Sundsvall)

ขบวนรับเสด็จ ณ โรงแรมเคนาท์ ซุนด์สวาล ถนนจุฬาลงกรณ์ ขบวนชาวไทยเข้าถวายสักการะ พระบรมราชานุสรณ์ฯ พระบรมรูปในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขนาดเท่าพระองค์ ลักษณะของพลับพลาพระบรมราชานุสรณ์